บทความทั้งหมด
software 2026-04-07 4 นาที

ค่าใช้จ่ายทำแอปมือถือ 2026: คิดยังไง ใครควรทำ

อยากทำแอปมือถือแต่ไม่รู้ราคาเริ่มต้นที่เท่าไร? บทความนี้แจกแจงต้นทุนจริงของการพัฒนา Mobile App ปี 2026 พร้อมปัจจัยที่ทำให้ราคาบานปลาย และวิธีเลือกว่าควรจ้างทีมภายนอกหรือสร้างทีมเอง

ค่าใช้จ่ายทำแอปมือถือ 2026: คิดยังไง ใครควรทำ

ทุกวันนี้ถ้าธุรกิจไม่มีแอปเป็นของตัวเอง ก็เหมือนขาดช่องทางสำคัญในการเข้าถึงลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นร้านค้า โรงพยาบาล บริษัทโลจิสติกส์ หรือ Startup — ทุกคนอยากมีแอปมือถือ แต่คำถามที่ถามกันมากที่สุดคือ "ทำแอปมือถือราคาเท่าไร และควรจ้างใครทำ?"

บทความนี้จะแจกแจงต้นทุนจริงของการพัฒนา Mobile App ในปี 2026 พร้อมปัจจัยที่กำหนดราคา และวิธีตัดสินใจเลือกผู้พัฒนาที่เหมาะกับงบประมาณและเป้าหมายของธุรกิจคุณ


ทำไมราคาแอปมือถือถึงบอกแบบ "ตายตัว" ไม่ได้

เวลาถามว่า "ทำแอปราคาเท่าไร" คำตอบที่ได้มักคลุมเครือ เพราะการพัฒนาแอปมือถือไม่ต่างจากการสร้างบ้าน — ขึ้นอยู่กับพื้นที่ วัสดุ และสเปก ยิ่งซับซ้อนยิ่งแพง

ปัจจัยหลักที่กำหนดราคา:

  • จำนวนหน้าและฟีเจอร์ — แอปที่มี 5 หน้าต่างกับแอปที่มี 30 หน้าพร้อมฟีเจอร์ซับซ้อนอยู่คนละโลก
  • แพลตฟอร์ม — iOS เท่านั้น, Android เท่านั้น, หรือทั้งคู่?
  • เทคโนโลยี — Native vs Cross-platform
  • การเชื่อมต่อระบบภายนอก — Payment gateway, ERP, CRM, Third-party API
  • ความซับซ้อนของ Backend — ระบบ real-time, ข้อมูลขนาดใหญ่, multi-tenant
  • UI/UX Design — Template สำเร็จรูป vs ออกแบบใหม่ทั้งหมด
  • ทีมพัฒนา — Freelance, บริษัทในประเทศ, หรือ Offshore

ระดับราคาจริงของแอปมือถือในไทย 2026

ระดับที่ 1 — แอปพื้นฐาน (150,000–350,000 บาท)

เหมาะกับแอปที่ฟีเจอร์ไม่ซับซ้อน เช่น:

  • แอปแสดงข้อมูลสินค้า/บริการ
  • แอปอ่านบทความหรือ content
  • แอป loyalty card อย่างง่าย
  • แอปที่มี login และ push notification

ข้อจำกัด: มักไม่มีระบบ backend ที่แข็งแกร่ง, ไม่รองรับผู้ใช้จำนวนมาก

ระดับที่ 2 — แอประดับกลาง (500,000–1,500,000 บาท)

เหมาะกับแอปธุรกิจที่ต้องการ:

  • ระบบ login + โปรไฟล์ผู้ใช้
  • การชำระเงินออนไลน์ (PromptPay, บัตรเครดิต)
  • เชื่อมต่อ API ภายนอก (เช่น ERP, inventory)
  • ระบบแชทหรือ video call เบื้องต้น
  • Dashboard สำหรับ admin

เหมาะกับ: ธุรกิจ SME ที่ต้องการ digital channel จริงจัง

ระดับที่ 3 — แอประดับ Enterprise (2,000,000 บาทขึ้นไป)

สำหรับแอปที่ต้องการ:

  • Scalability รองรับผู้ใช้หลักแสนคน
  • Real-time features (location tracking, live updates)
  • การเชื่อมต่อหลายระบบ (ERP + CRM + Logistics)
  • Security ระดับสูง (FinTech, Healthcare)
  • Multi-language, Multi-region

Native vs Cross-platform: เลือกแบบไหนถึงคุ้ม?

Native (Swift/Kotlin)Cross-platform (Flutter/React Native)
ประสิทธิภาพสูงสุดดีมาก (ใกล้เคียง Native)
ต้นทุนสูง (ทำ 2 แพลตฟอร์ม = ×2)ประหยัด 30–50%
เวลาพัฒนานานกว่าเร็วกว่า
Codebaseแยกกันใช้ร่วมกัน ~80%
เหมาะกับแอปที่ต้องใช้ hardware เต็มที่ (กล้อง, AR)แอปธุรกิจทั่วไป

คำแนะนำ: สำหรับธุรกิจทั่วไปที่ต้องการแอปทั้ง iOS และ Android ให้เลือก Flutter หรือ React Native ก่อน เพราะประหยัดงบและเวลาได้มาก โดยไม่เสียประสิทธิภาพมากนัก


ค่าใช้จ่ายที่มักลืมคิด

นอกจากค่าพัฒนาตั้งต้น ยังมีค่าใช้จ่ายที่หลายคนมองข้าม:

  • Apple Developer Account — $99/ปี (~3,600 บาท)
  • Google Play Console — $25 ครั้งเดียว
  • Server/Cloud hosting — 2,000–20,000 บาท/เดือน ขึ้นอยู่กับ traffic
  • ค่า maintenance — แนะนำ 10–15% ของต้นทุนพัฒนาต่อปี
  • ค่า update — เมื่อ iOS/Android ปล่อย version ใหม่มักต้องแก้ไข code
  • ค่า third-party services — SMS OTP, push notification, map API

Checklist ก่อนขอ Quotation

ก่อนติดต่อขอใบเสนอราคา เตรียมข้อมูลเหล่านี้ให้พร้อม:

  • แอปทำอะไร? ใครคือกลุ่มผู้ใช้หลัก?
  • ต้องการแพลตฟอร์มอะไร? iOS / Android / ทั้งคู่
  • มี backend/ระบบเดิมที่ต้องเชื่อมต่ออยู่แล้วหรือไม่?
  • ฟีเจอร์ที่ "must have" vs "nice to have" คืออะไร?
  • งบประมาณโดยประมาณเท่าไร?
  • Timeline ที่ต้องการ?
  • ต้องการ maintenance หลัง go-live หรือไม่?

Freelance vs Software House: เลือกใครทำแอป?

FreelanceSoftware House
ราคาถูกกว่า 20–40%สูงกว่า แต่รวมทุกอย่าง
ทีมคนๆ เดียวหรือเล็กPM + Designer + Dev + QA
สัญญามักไม่เป็นทางการมีสัญญาชัดเจน
ความเสี่ยงหายกลางคัน, ไม่มีประกันต่ำกว่ามาก
Maintenanceไม่แน่นอนมี SLA ชัดเจน
เหมาะกับงานเล็ก, MVP, งบจำกัดงาน business-critical

สรุป: ทำแอปยังไงให้คุ้มค่า

การทำแอปมือถือไม่ใช่แค่ "เขียน code แล้วจบ" — มันคือการลงทุนระยะยาวที่ต้องวางแผนตั้งแต่ scope ไปจนถึง maintenance

หลักการที่ควรจำ:

  1. เริ่มจาก MVP — ทำแค่ฟีเจอร์ core ก่อน แล้วค่อย iterate ตาม feedback
  2. อย่าประหยัดเรื่องดีไซน์ — UX/UI ที่ดีลดอัตราการ uninstall
  3. วางแผน maintenance ตั้งแต่ต้น — แอปที่ไม่ได้รับการดูแลจะล้าสมัยภายใน 1–2 ปี
  4. เลือกทีมที่ communicate ได้ดี — ปัญหาส่วนใหญ่มาจาก miscommunication ไม่ใช่ technical

ถ้าคุณพร้อมแล้ว ทีม Adowbig ให้คำปรึกษาฟรีเพื่อประเมิน scope และงบประมาณที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ

Mobile AppApp DevelopmentCostiOSAndroid
แชร์บทความ:FacebookXLINE

คำถามที่พบบ่อย

ทำแอปมือถือราคาเริ่มต้นเท่าไร?

แอปพื้นฐานที่มีฟีเจอร์ไม่ซับซ้อนเริ่มต้นที่ประมาณ 150,000–300,000 บาท สำหรับแอปที่มี backend, ระบบ login, และการแจ้งเตือน แอประดับกลางที่มีการเชื่อมต่อระบบภายนอกหรือ payment gateway อยู่ที่ 500,000–1,500,000 บาท ส่วนแอประดับ Enterprise มักเกิน 2,000,000 บาทขึ้นไป

ทำ iOS กับ Android ต้องจ่ายสองเท่าไหม?

ไม่เสมอไป หากใช้เทคโนโลยี Cross-platform อย่าง React Native หรือ Flutter จะเขียน code ชุดเดียวแล้ว build ได้ทั้ง iOS และ Android ช่วยลดต้นทุนได้ 30–50% เมื่อเทียบกับการทำ Native แยกกันสองแพลตฟอร์ม

ปัจจัยอะไรที่ทำให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น?

ปัจจัยหลักได้แก่: จำนวนหน้า/ฟีเจอร์, การเชื่อมต่อระบบภายนอก (เช่น ERP, Payment), ระบบ Real-time (chat, location tracking), การออกแบบ UI/UX ที่ซับซ้อน, และการรองรับผู้ใช้งานจำนวนมาก (scalability) — แต่ละส่วนเพิ่มต้นทุนได้ 20–100%

ควรจ้าง Software House หรือ Freelance ทำแอป?

Freelance เหมาะกับโปรเจกต์เล็กงบจำกัด แต่มีความเสี่ยงเรื่องความต่อเนื่อง Software House มีทีมครบ (PM, Design, Dev, QA) รับประกันคุณภาพ มีสัญญา และดูแลระบบหลัง go-live — เหมาะกับโปรเจกต์ที่ต้องการความน่าเชื่อถือและการ maintain ยาว

บทความที่เกี่ยวข้อง

PDPA กับซอฟต์แวร์: สิ่งที่ต้องรู้ก่อนพัฒนาระบบในไทย
software

PDPA กับซอฟต์แวร์: สิ่งที่ต้องรู้ก่อนพัฒนาระบบในไทย

พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) บังคับใช้เต็มรูปแบบแล้ว ธุรกิจที่พัฒนาซอฟต์แวร์ใหม่หรือปรับระบบเดิมต้องรู้ว่าอะไรบ้างที่ต้องออกแบบให้ถูกกฎหมาย ก่อนที่จะเจอบทลงโทษสูงสุด 5 ล้านบาท

จ้างทำซอฟต์แวร์ vs สร้างทีม In-house: เลือกแบบไหนถึงคุ้มสำหรับธุรกิจไทย
software

จ้างทำซอฟต์แวร์ vs สร้างทีม In-house: เลือกแบบไหนถึงคุ้มสำหรับธุรกิจไทย

เมื่อธุรกิจต้องการซอฟต์แวร์ใหม่ คำถามที่ตอบยากที่สุดคือ "จ้าง Software House ทำ หรือ สร้างทีม developer เอง?" บทความนี้เปรียบเทียบต้นทุน ความเสี่ยง และเหตุผลจริงๆ ที่แต่ละทางเลือกเหมาะกับบริบทไหน

Security สำหรับ Software ที่ SME ไทยต้องรู้ก่อน Go-Live
software

Security สำหรับ Software ที่ SME ไทยต้องรู้ก่อน Go-Live

SME ไทยหลายรายคิดว่าต้องใหญ่ก่อนถึงจะตกเป็นเป้าหมาย Hacker แต่ความจริงคือ SME เป็นเป้าหมายที่ง่ายกว่า บทความนี้อธิบาย Security พื้นฐานที่ทุก Software ต้องมี